วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วงจรป้องกันหน้าคอนแทครีเลย์ ( Snubber Circuit For Relay Contact )

                สำหรับ Contact Output Relay นั้นการบำรุงรักษาจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเนื่องจากเมื่อใช้งานเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วหน้าคอนแทคของรีเลย์จะเกิดค่าความต้านทานขึ้น ยิ่งตัดต่อบ่อยๆ ที่ปริมาณกระแสสูงๆ อายุการใช้งานของหน้าคอนแทคของรีเลย์ก็ยิ่งสั้นลง ดังนั้นเวลานำรีเลย์เอาท์พุทไปใช้งานจึงต้องคำนึงถึงกระแสโหลดที่จะต้องนำรีเลย์เอาต์พุทดังกล่าวไปตัดต่อด้วย และข้อควรระวังอย่างยิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการนำเอาท์พุทรีเลย์ยูนิตไปใช้งานในวงจรก็คือ ในกรณีที่นำไปต่อกับโหลดแบบตัวเหนี่ยวนำ (ขดลวด) ซึ่งในกรณีนี้ ในจังหวะหน้าคอนแทคแยกออกจากกันอย่างทันทีทันใด สนามแม่เหล็กในขดลวดจะลดลง ซึ่งจะก่อให้เกิดแรงดันที่เป็นสัดส่วนกับอัตราการเปลี่ยนแปลงของกระแส และในจังหวะนี้เองจะมีแรงดันตกคร่อมหน้าคอนแทค ซึ่งมีค่าสูงพอที่จะทำลายหน้าคอนแทคได้ในพริบตา แรงดันที่เกิดขึ้นในขณะที่หน้าคอนแทคแยกออกนี้เราแรกว่าแรงดัน “ทรานเซียนต์” เป็นค่าแรงดันในช่วงระยะเวลาสั้นในตอนเริ่มต้น และเนื่องจากค่าแรงดันนี้อาจสูงมากจนสามารถทำลายหน้าคอนแทคได้ ดังนั้นในกรณีที่โหลดเป็นตัวเหนี่ยวนำ (ขดลวด) ต้องต่อวงจรป้องกันภายนอกเพิ่มเติม ซึ่งมีด้วยกันหลายแบบขึ้นอยู่กับชนิดของแรงดันที่ใช้ในการตัดต่อ
                ในการใช้งานรีเลย์ให้มีอายุ การใช้งานที่ยาวนานขึ้นควรต่อวงจรป้องกันหน้าคอนแทคเข้ากับรีเลย์ เพื่อลด Noise และป้องกันการสร้างกรด Nitric และ carbide ซึงจะเกิดขึ้นขณะที่หน้าคอนแทคเปิดวงจร การใช้วงจรป้องกันจะช่วยลดผลกระทบดังกล่าวได้ ตารางข้างล่างแสดงตัวอย่างการต่อวงจรป้องกัน โปรดจําไว้เสมอว่า เมือใช้รีเลย์ชนิดFully Sealed ตัดโหลดประเภท Inductive เช่นSolenoid valve จะทําให้เกิดการอาร์ค (Arc) ขึ้นที่หน้าคอนแทค ถ้าสภาพแวดล้อมมีความชื้นสูงจะส่งผลทําให้เกิดกรด Nitric ซึงจะทําให้รีเลย์ทํางานผิดปกติได้ ดังนั้นควรใช้อุปกรณ์ลด Surge  เพื่อลดปัญหาดังกล่าว

Surge Suppressors แบบ CR type แบบที่ 1


-ระบบไฟ
                สามารถใช้ได้กับไฟ AC และ DC
-คุณลักษณะ
                อิมพีแดนซ์ของโหลดต้องน้อยกว่าวงจร  RC เมื่อใช้รีเลย์กับแรงดันไฟAC
-การเลือกอุปกรณ์ 
                ค่า C และ R ทีเหมาะสมคือ C = 0.1-0.5 uF ต่อกระแส Switching 1A และR=0.5-1 โอมห์  ต่อแรงดัน Switching 1V อย่างไรก็ตามค่านี้ อาจไม่เป็นค่าคงที่ ที่เหมาะสมเสมอไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโหลดและคุณสมบัติของรีเลย์
การเลือก C ควรให้มีค่า dielectric strength 200-300 V ถ้าใช้กับแรงดันไฟ AC และเป็น Capacitor ชนิด AC

Surge Suppressors แบบ CR type แบบที่ 2





-ระบบไฟ
                สามารถใช้ได้กับไฟ AC และ DC
-คุณลักษณะ
                เวลาในการตัดวงจรจะช้าลงถ้าโหลดเป็ น Inductive เช่นSolenoid Valve วงจรนี จะใช้งานได้ผลดีถ้าต่อคร่อมโหลดเมือใช้แรงดันเป็ น 24-48 Vและต่อคร่อมหน้าคอนแทคถ้าแรงดันเป็ น 100-240 V
-การเลือกอุปกรณ์ 
                ค่า C และ R ทีเหมาะสมคือ C = 0.1-0.5 uF ต่อกระแส Switching 1A และR=0.5-1 โอมห์  ต่อแรงดัน Switching 1V อย่างไรก็ตามค่านี้ อาจไม่เป็นค่าคงที่ ที่เหมาะสมเสมอไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโหลดและคุณสมบัติของรีเลย์
การเลือก C ควรให้มีค่า dielectric strength 200-300 V ถ้าใช้กับแรงดันไฟ AC และเป็น Capacitor ชนิด AC

Surge Suppressors แบบ Diode type

-ระบบไฟ
                สามารถใช้ได้กับไฟ  DC ไม่สามารถใช้ได้ กับไฟ AC
-คุณลักษณะ
                พลังงานสะสมอยู่ ที Coil ของโหลด Inductive จะสร้างเป็นกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน Diode ที่ต่อคร่อมอยู่กับCoil นั้นวงจรนี้จะมีผลทําให้เวลาการตัดวงจรนานกว่าแบบ RC
-การเลือกอุปกรณ์
                ควรใช้ Diode ทีมี Reverse breakdown voltage เป็น 10 เท่าของแรงดันใช้งาน

Surge Suppressors แบบ Diode +Zener diode type

-ระบบไฟ
                สามารถใช้ได้กับไฟ  DC ไม่สามารถใช้ได้ กับไฟ AC
-คุณลักษณะ
                วงจรนี้จะทํางานดีกว่าแบบ Diode ในงานบางประเภท แต่เวลาตัดวงจรจะนานมาก
-การเลือกอุปกรณ์
                Breakdown voltage ของ Zener diode ควรเท่ากับแรงดันใช้งาน

Surge Suppressors แบบ Varistor type




-ระบบไฟ
                สามารถใช้ได้กับไฟ  DC และ AC ได้
-คุณลักษณะ
                วงจรนี้จะป้องกันแรงดันสูงทีเกิดขึนทีหน้าคอนแทคเนื่องจาก Varistor มีคุณสมบัติรักษาแรงดันให้คงที่  วงจรนี้จะใช้งานได้ผลดีถ้าต่อคร่อมโหลดเมือใช้แรงดันเป็น24-48V และต่อคร่อมหน้าคอนแทค ถ้าแรงดันเป็น 100-240 V
-การเลือกอุปกรณ์
                Cutoff voltage (Vc) ต้องเป็นไปตามเงือนไขต่อไปนี Contact dielectric strength >Vc > Supply voltage
(กรณีไฟ AC ให้คูณ 2 ของค่าทีได้)

















วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

How To Use Restrict Background Data

การป้องกัน  Internet Data รั่วไหล จาก Background Application
                
                สำหรับการใช้งานอุปกรณ์ SmartPhone 3G ในยุคปัจจุบันนี้ สิ่งที่หลายคนกำลังเจออยู่ก็คือ เรื่องของ Packgate Internet อันแสนแพง ที่บางคนอาจจะมีกำลังทรัพย์ไม่มากในการจ่ายค่า Package เหล่านี้ หรือบางคนอาจใช้ WiFi Data ในที่ทำงานอยู่ประจำทุกวันอยู่แล้ว และต้องการเพียงแค่ Package Internet เล็กๆสำหรับใช้งานเวลาอยู่ในจุดที่ไม่มีสัญญาณ WiFi  หรือบางคนอาจเจอปัญหาแบบผม ที่ไม่รู้ว่า Application ตัวไหนที่แอบต่อ Internet Data ไปใช้โดยไม่บอกกล่าว และยังเจอกับปัญหาการ Update Application ต่างๆอีก เล่นเอากระเป๋าฉีกกันได้เลย ถ้าไม่ได้สมัคร Packgate Internet Unlimit เอาไว้.
                ดังนั้นเพื่อการบริหารจัดการ Packgate Internet Data ที่เรามีอยู่ให้ได้ตามความต้องการ และป้องกันไม่ให้เกิด Internet รั่วไหลอีกในคราวต่อไป            
                ในบทความนี้ผมจะมาแนะนำ  Function Tool ที่มาให้ สำหรับมือถือ หรืออุปกรณ์ ที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Android ซึ่งจะอยู่ในส่วนของการตั้งค่าของเครื่อง นั้นคือ เมนู  Data Usage  เราสามารถที่จะทำการตรวจสอบ ที่มาของการใช้งาน  Package Internet Data ของเราได้ทั้งทาง Mobile Data และทาง WiFi Data โดยไม่ต้องไปดิ้นรน หา Application  ตัวอื่นๆมาติดตั้งให้ยุ่งยากเลย และใน Function การทำงาน ของเครื่องมือตัวนี้ ยังสามารถตั้งการเตือน และตั้งตัดการเชื่อมต่อ Internet Data ได้ตามปริมาณข้อมูลที่เรากำหนด ถึงขั้นระบุเจาะจง ในแต่ละ Application ได้เลย

 ขั้นแรก ให้เข้าไปที่ การตั้งค่า แล้วเลือกไปที่ "Data usage"


                                             
สามารถ กำหนดช่วงเวลา ของการตรวจสอบ ปริมาณการใช้ข้อมูลได้ทั้ง Mobile Data และ WiFi Data โดย Data Usage Cycle คือเราสามารถเลือกกำหนดรอบคิด Mobile Data หรือรอบบิล ของเราที่ตรงนี้ครับว่าจะให้เริ่มเมื่อใดสิ่นสุดเมื่อใด และถ้ามีการใช้งานก่อนหน้านี้สามารถเลือกดูรอบบิลก่อนหน้าอื่นได้ด้วย กำหนดช่วงได้สูงสุด 1 เดือน และยังสามารถตรวสอบย้อนหลัง ในแต่ละ Application แบบระบุช่วงวันเวลาได้ โดยเลื่อนแถบสีฟ้า ที่เป็นเส้นประ



ทำการ เลือก ไปที่ "Mobile Data"เพื่อเปิด/ปิด การใช้งาน Mobile Data ได้จากตรงนี้


และสามารถเปิดการใช้งาน Set Mobile Data Limit โดยการเลื่อนแถบสีส้ม(Warning Data) และแถบสีแดง (Limit Data)
ตามลงมาด้วย รายชื่อ Application ที่ใช้งานข้อมูลของเราทำให้เราสามารถรู้ได้ว่า Application ไหนใช้งานข้อมูลเราไปเยอะเท่าไร ซึ่งเป็นประโยชน์มากสำหรับคนที่ใช้ Promotion Internet Data แบบไม่มาก จะได้หาทางควบคุมการใช้งาน Mobile Data ได้


โดยเมื่อ ระดับของปริมาณข้อมูล  ขึ้นไปจนถึงแถบสีส้ม ที่ได้ตั้งไว้ จะมีข้อความ แจ้งเตือน "Data Usage Warning" และเมื่อ ระดับของปริมาณข้อมูล  ขึ้นไปจนถึงแถบสีแดง จะมีข้อความ แจ้งเตือน "Mobile Data Disabled"


 โดย จะมี ข้อความ PopUp ขึ้นมา ให้เราสามารถเลือกได้ว่า จะหยุดการเชื่อมต่อข้อมูล หรือว่าจะให้ เชื่อมต่อข้อมูลเพื่อใช้งานต่อไป


สามารถทำการเลือกที่ Application  ใดก็ได้เพื่อเข้าไปยังหน้าจอนี้ เพื่อทำการจัดการข้อมูล "Restrict Background Data"
หน้าจอนี้จะแสดงว่า Application ที่เรากดเข้ามานั้นใช้งาน Internet Data ไปเท่าใดโดยเแสดงเป็นกราฟสีส้มซ้อนทับกราฟสีฟ้าซึ่งเป็นบริมาณข้อมูลทั้งหมด
-Foreground  คือการใช้งาน ข้อมูล ตอนที่เราใช้งานจริงตอนเปิด Application ขึ้นมาใช้งาน
-Background  คือการใช้งานข้อมูล ตอนที่เราไม่ได้เรียก Application นั้นขึ้นมาใช้งาน (เช่นการ Push ใน Email/Facebook/Twitter )
กดเลือก View Application Setting ก็จะพาเข้าไปหน้า Setting ของ Application นั้นๆ ส่วนใหญ่จะใช้ได้แต่ Application ที่มากับเครื่อง ส่วนที่มาจาก  Android Market ส่วนใหญ่จะเป็นเทาทึบกดไม่ได้
ถ้าเราติ๊กถูกตรง Restrict Background Data ก็จะทำให้เครื่องของเราหยุด Application นั้นๆไม่ให้ใช้งานข้อมูล เบื้องหลังในกรณีใช้ Mobile Data (EDGE/3G)  แต่เมื่อทำการต่อ WiFi Dataไว้อยู่ก็จะยังมีการเรียกใช้งาน Background Data ได้ตามปกติ ซึ่งเหมาะสำหรับคนใช้ Package Mobile Internet Data แบบเติมเงินที่จำกัดปริมาณข้อมูล เพราะสามารถป้องกันไม่ให้มีการใช้งานที่เราไม่ได้เรียกเองขึ้นมาเองได้


จากตัวอย่าง เป็นการคำนวณจาก โปรแกรมของทางค่ายมือถือ ค่ายหนึ่ง โดยได้ทำการเลือก ใช้งาน โปรแกรม Chat โดยใช้งานวันละ 8 ชั่วโมง รวมภายใน 1 เดือนจะใช้ปริมาณข้อมูลอยู่ที่ประมาณ 120MB.



ตัวอย่าง Package Internet Dataแบบจำกัดปริมาณของ ข้อมูล ของค่ายมือถือในบ้านเรา


และสำหรับคนที่ต้องการใช้งาน Package Internet Data ของค่ายไหน เพื่อให้เหมาะสมกับปริมาณการใช้งานของตัวเอง ก็สามารถเลือกหากันได้

...ขอให้สนุกกับการใช้งาน น่ะครับ...




วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

How to Install Hyper Terminal In Windows 7 / Windows 8


Hyperterminal เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการรับสัญญาณจากอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อรับส่งข้อมูล ติดต่อกับคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือ Diagnostic พื้นฐาน ที่จำเป็น สำหรับคนที่ต้องการใช้งาน เกี่ยวกับการ ส่งค่า รับค่า ตรวจเช็ค หรือตั้งค่าอุปกรณ์ เช่น Computer , PLC , WeightScale , DeviceController ,MicroController, Router  ซึ่งใน Windows 98/ME/2000/XP มีอยู่แล้ว แต่ใน Vista กับ Windows 7/ Windows 8 ได้โดนตัดออกไป แต่ที่จริงแล้ว เราสามารถใช้โปรแกรมอื่นๆ มาทดแทนได้ เช่น Putty , Free Port Monitor แต่ด้วยเหตุผล หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับการใช้งาน กับเจ้าโปรแกรมสารพัดประโยชน์ตัวนี้ ซึ่งในบทความนี้ เราจะนำ File Program HyperTerminal มาติดตั้งบน Windows 7 ได้ โดยทำตามขั้นตอน ดังนี้ 
วิธีคือไปเอา File มาจาก Windows98/ME/2000/XP ซึ้งในบทความนี้ ผมจะไปเอามาจาก "Windows XP" แล้วนำ มา Run บน Windows OS ที่เราใช้อยู่ ใช้ได้ทั้ง Windows Vista / Windows 7 / Windows 8 / WindowsServer.



เข้าไป copy ไฟล์ที่ชื่อ hypertrm.exe อยู่ที่ C:\Program Files\Windows NT 
เข้าไป copy ไฟล์ที่ชื่อ hypertrm.dll อยู่ที่ C:\Windows\System32 


นำมา ใส่ไว้ใน เครื่อง Computer ที่ต้องการใช้งาน หรือ อาจจะเก็บไว้ใน Thumb Drive เพื่อจะพกไว้ใช้งานกับเครื่องอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องทำการติดตั้ง.




ทำการทดลอง Run Program Hyperterminal จาก File Hypertrm.exe โปรแกรมจะให้กรอก Name .



ทำการเลือก Connection ที่ต้องการใช้งาน จากผลการทดสอบ สามารถใช้งานได้ทุก Function.








สำหรับใครที่ไม่มี Windows98/ME/2000/XP สามารถดาวน์โหลดไฟล์ทั้งสอง คลิกที่นี้  hyperterminal

สำหรับ ผลการทดลองใช้งาน สามารถใช้งาน function พื้นฐานได้ทั้งหมด ขาดแค่ ไม่มี icon ให้มา แต่ก็ไม่ได้มีผลอะไรกับการใช้งาน และ ยังสามารถ ใช้งานได้ ทุกระบบ ปฎิบัติการ ของ Windows รวมทั้ง Windows 8 .

ขอให้สนุกกับการใช้งาน..Good luck...


วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556

How To Test  RS232 Communication Port By HyperTerminal 


การใช้หัว DB9 ตัวเมียในการ Test ว่า Comm Port เสียหรือไม่



โดยมีรูปแบบ ของการ LoopTest ด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบ None FlowControl และแบบ Hardware Control




มีขั้นตอนดังนี้
  • ใช้ หัว DB9F ตัวเมีย นำมาเชื่อมต่อ สัญญาณ ตามรูปแบบ ของการ LoopTest ที่จะเลือกทดสอบ กับอุปกรณ์


  • เสียบหัว DB9 กับ Comm Port ที่จะทำการตรวจสอบ
  • Run Program Hyper Terminal ของ Window โดยคลิกที่เมนู Start >> All Program >> Accessories >> Communication >> HyperTerminal ดังรูป



  • จะปรากฏหน้าต่างดังรูป ให้ใส่ชื่อลงไป แล้วคลิก OK


*จะปรากฏหน้าต่างดังรูปให้เลือกที่ Connect Using เป็น Direct to Comm 1 แล้วคลิก OK


*จะปรากฏหน้าต่างดังรูป ให้เลือกที่ Bit per second เป็น 2400 และเลือกที่ Flow control เป็น None หรือ Hardware >> แล้วคลิก OK



 --จะปรากฏหน้าต่างดังรูป ให้ลองพิมพ์อะไรก็ได้ ถ้าปรากฏสิ่งที่พิมพ์บนหน้าจอแสดงว่า Comm Port ใช้งานได้


----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



Contact to Email : hs8mbl@gmail.com    Tel : +66 852997154 

วันพุธที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2556


How to use the simulation software within Mitsubishi GX Developer



วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556


 รีเลย์จุดอ่อนของตู้ควบคุม
รีเลย์ เป็นองค์ประกอบหนึ่งในไม่กี่ชนิดที่มีลักษณะการทำงานประสมประสานระหว่างการทำงานเชิงกล (ชุดคอนแทคต์) และไฟฟ้า (ชุดคอยล์ควบคุม) การทำงานเชิงกลมีอายุการใช้งานสั้นกว่าไฟฟ้า อันเกี่ยวเนื่องกับหลายปัจจัย เช่น ความอ่อนล้าของสปริง การผิดรูปร่างของหน้าคอนแทคต์ การเสื่อมสภาพของจุดสัมผัส  ภายใต้การใช้งานปรกติ (หากไม่มีปัญหาระบบไฟและการติดตั้ง) รีเลย์เป็นอุปกรณ์ที่มีแนวโน้มจะเสียก่อนอุปกรณ์อื่นไม่รวมจำนวนของรีเลย์ซึ่งมักมีหลาย (สิบ) ตัวติดตั้งในตู้เดียวกันเพิ่มโอกาสการเสียให้เพิ่มขึ้นอีก สรุปว่ารีเลย์เป็นจุดอ่อนของตู้ควบคุมที่เราควรให้ความใส่ใจพิเศษ
สาเหตุของรีเลย์เสียเร็ว
ไม่นับรวมการเสียเร็วที่เกิดจากธรรมชาติการใช้งานเช่น ความถี่บ่อยของการตัดต่อ ฯลฯ รีเลย์เสียเร็วมักเกิดจาก
1.ความร้อน ความร้อนทำให้โลหะอ่อนตัว สปริงคลายตัว หน้าคอนแทคจับกันไม่แน่นทำให้เกิดความร้อนที่บริเวณสัมผัส เป็นผลต่อเนื่องกับการเกิดอ็อกไซด์ และ หน้าคอนแทคไหม้ในที่สุด
2.พิกัดหรือสเปคของรีเลย์ รีเลย์ต่างยี่ห้อกันถึงแม้จะมีรูปร่างลักษณะเดียวกัน อาจสามารถทนรับกระแสพิกัดได้แตกต่างกัน เช่น รีเลย์ออมรอนสามารถรับกระแส 5 แอมแปร์ จะมีความทนทานกว่ารีเลย์อื่นที่ 3 แอมแปร์ ถึงแม้การใช้งานจริงจะใช้ไม่ถึงก็ตาม เนื่องจากขนาดหน้าสัมผัสและวัสดุตัวนำที่ใหญ่กว่า
3.คุณภาพของรีเลย์เอง รีเลย์คุณภาพคือรีเลย์ที่ผลิตและประกอบภายใต้ข้อกำหนดมาตราฐานและประกอบในห้องปลอดฝุ่น ฝุ่นเป็นตัวขวางการทำงานของหน้าสัมผัส ทำให้ไฟเดินไม่สะดวกและเกิดความร้อนขึ้น รีเลย์ปลอมหรือไม่ได้มาตราฐาน มักมีอายุการใช้งานสั้น จากปัญหาคุณภาพวัสดุและปัญหาความสะอาดภายในตัวรีเลย์
วิธีการเลือกรีเลย์ให้มีอายุการใช้งานยาวขึ้น
1.เลือกรีเลย์มาตราฐานสูงไว้ก่อน เช่นรีเลย์ที่มีพิกัดด้านหน้าคอนแทคต์สูง มีย่านการทำงานของคอยล์อินพุตกว้าง และใช้วัสดุคุณภาพสูงเช่นหน้าสัมผัสทองคำ
2.ซื้อของแท้ หลีกเลี่ยงของปลอมหรือของเลียนแบบ เนื่องจาก วัสดุที่ใช้ทำและ ความสะอาดไม่ได้มาตราฐาน
3.ซื้อพร้อมซอกเก็ต (หากต้องการเป็นชุด) ไม่ควรซื้อแยกยี่ห้อ เนื่องจากการออกแบบและทดสอบสินค้าจากโรงงานอยู่ภายใต้เงื่อนไขนี้ การใช้เป็นคู่จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากกว่า
Subscribe to RSS Feed Follow me on Twitter!